Gartner

Gartner Identifies 4 Shifts Shaping the Future of Work

การ์ทเนอร์ชี้ 4 เทรนด์สำคัญกำหนด Future of Work ยุค AI

By 2029, 30% of Employees Laid Off Due to Replacement by AI Will Need to Be Rehired

As AI continues to accelerate the pace and scope of work, CIOs must prepare for four shifts that will influence the future of work, said Gartner, Inc., a business and technology insights company.

“When business and IT executives look back on the early AI-era, they will realize their greatest mistake was believing that work automation was the point, when workforce amplification was the opportunity,” said Tori Paulman, VP Analyst at Gartner. “The competitive advantage will go to the CIOs and business executives who build an AI-shaped organization where AI value compounds by reshaping roles and allowing workflows to cross traditional boundaries, increasing velocity and reducing friction.”

Gartner predicts that by 2029, 30% of employees laid off due to replacement by AI will need to be rehired, often at a significantly higher cost.

While workforce cuts may deliver short-term financial gains, they deplete talent pipelines and erode institutional knowledge. With labor force growth flat or declining worldwide, competition for the talent organizations need will be high, ultimately increasing recruitment, training and onboarding costs.

“Business and IT executives who use AI primarily as a tool for cost cutting risk making reductions that are too deep and too soon, affecting their ability to innovate their business model and compete in new markets as AI continues to mature. Instead, they should develop a “talent remix” strategy that uses AI to reshape roles and redirect workers from less productive work to new opportunities.” said Paulman.

The most effective organizations will resist the temptation to automate every task and delegate every decision to AI. “The Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work shows that as early AI investments hit the Trough of Disillusionment the challenge facing CIOs and business executives is no longer technological; it is using AI to amplify human intelligence, expertise and creativity (see Figure 1),” said Paulman.

Figure 1: Hype Cycle for the Future of Work, 2026

คาดใน 3 ปี พนักงาน 30% ที่เคยถูกเลิกจ้างโดย AI จะถูกจ้างกลับมาทำงานใหม่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย 14 ตุลาคม 2569 - การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยีเปิดเผยว่าขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเร่งสปีดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพื่อรับมือโลกการทำงานในอนาคต โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เมื่อผู้บริหารธุรกิจและไอทีมองย้อนกลับไปยุคเริ่มต้น AI พวกเขาจะพบความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด นั่นคือ การคิดว่าเป้าหมาย AI คือการเอามาทำงานแทนคน ทั้งที่โอกาสแท้จริงคือการนำมาเสริมศักยภาพให้กับทีมงานต่างหาก ความได้เปรียบในการแข่งขันจะตกเป็นของผู้บริหารที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับกับยุค AI ได้อย่างแท้จริง และมูลค่า AI จะทวีคูณขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน และทลายกรอบกระบวนการทำงานแบบเดิม ช่วยเพิ่มความเร็วและลดอุปสรรคการขับเคลื่อนธุรกิจ” การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2572 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาแทนที่ ราว 30% จะถูกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดให้กับองค์กร แม้การลดขนาดทีมงานจะช่วยสร้างผลกำไรทางการเงินระยะสั้นให้องค์กร แต่เป็นการทำลายกระบวนการคัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Pipelines) และทำให้องค์ความรู้ที่สะสมภายในองค์กรถูกลบเลือนไป ประกอบกับอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกที่เริ่มทรงตัวหรือลดลง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการขององค์กรนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรง ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ต้นทุนการสรรหา การฝึกอบรม และการรับพนักงานใหม่เข้าทำงานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย “ผู้บริหารธุรกิจและไอทีที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน เสี่ยงที่จะปลดพนักงานรวดเร็วและมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโมเดลทางธุรกิจ รวมถึงการลงแข่งในตลาดใหม่ ๆ ขณะที่ AI ยังพัฒนารุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้บริหารควรหันมาใช้กลยุทธ์ 'การปรับสัดส่วนบุคลากร' (Talent Remix) โดยนำ AI มาช่วยปรับบทบาทหน้าที่ และโยกย้ายทีมงานจากงานที่สร้างผลผลิตได้น้อย ไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่มีมูลค่ามากกว่าแทน” Paulman กล่าวเพิ่มเติม รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนใน AI ยุคแรกเริ่มก้าวเข้าสู่ Trough of Disillusionment ซึ่งเป็นจุดที่กระแสความนิยมเริ่มลดลง ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการใช้ AI เข้ามาขยายขีดความสามารถทางด้านสติปัญญา เพิ่มความเชี่ยวชาญและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับมนุษย์ต่างหาก” Paulman กล่าว รูปที่ 1: วงจรเทคโนโลยีสำหรับอนาคตการทำงาน ปี 2569 [Image Alt Text for SEO] ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2569) Gartner Hype Cycle นำเสนอภาพสะท้อนระดับการเติบโตและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจจริงและการต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ โดยแนวทางวิจัยของ Gartner Hype Cycle ช่วยให้เห็นทิศทางการพัฒนาของเทคโนโลยีตามช่วงเวลา จึงเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริหาร เพื่อวางแผนปรับใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้ตรงจุด เพื่อนำพาองค์กรก้าวพ้นสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์กับ AI ผู้บริหารธุรกิจและไอทีต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ ที่อาจส่งผลต่อวิธีการทำงาน และจุดที่องค์กรจะสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงที่ 1: สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้คนทำงาน (Expand Human Capability Through the Human-AI Relationship) เมื่อ AI วิวัฒนาการกลายมาเป็น Toolmate องค์กรจำเป็นต้องสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมขีดความสามารถมนุษย์พร้อมรักษาความรับผิดชอบในผลงานไว้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จที่สุดจะใช้ AI เพื่อเสริมสร้างการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำและการตัดสินใจของพนักงานมากกว่าที่จะนำมันมาใช้เพื่อทดแทน เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่: AI Avatar of the Employee, AI Toolmate, Digital Coaching Applications, Employee Digital Twin และ Emotion AI การเปลี่ยนแปลงที่ 2: หนุน AI-Ready Workforce โดยมุ่งเน้น 'การปรับตัว' มากกว่าแค่ 'นำมาใช้งาน' (Empower an AI-Ready Workforce That Adapts, Not Just Adopts) สปีดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด กำลังเผยให้เห็นถึงช่องว่างครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องทักษะ ความสามารถในการปรับตัวและความพร้อมของบุคลากร ส่งผลให้องค์กรยุคนี้ต้องการพนักงานที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกันข้ามสายงานได้อย่างไม่สะดุด และเติบโตไปกับบทบาทหน้าที่ที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตจะลงทุนพัฒนา AI Literacy ให้กับพนักงาน, นำ AI มาใช้บริหารจัดการทักษะ, เสริมสร้างความคล่องแคล่วทางดิจิทัล (Digital Dexterity) รวมถึงวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของพนักงาน พร้อมส่งเสริมผู้บริหารให้มีความเชี่ยวชาญ AI การเปลี่ยนแปลงที่ 3: การเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ และการตีความความจะลึกยิ่งขึ้น (Deepen Context, Judgment and Meaning) เมื่อ AI ถูกนำเข้าไปผสานกับกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรยิ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นที่บริบทของการทำงาน การใช้วิจารณญาณของมนุษย์ และความรู้สะสมในองค์กร (Institutional Knowledge) อาจสูญหายไป บริษัทที่พร้อมรับมือกับอนาคตจึงต้องออกแบบระบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจวิธีปฏิบัติ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลและที่มาของกระบวนการทำงานนั้น ๆ อย่างแท้จริง เทคโนโลยีที่ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ CIO ควรพิจารณา ได้แก่ อินเทอร์เฟซที่ให้มนุษย์โต้ตอบกับระบบ (Conversational user interfaces), แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ (Decision intelligence platforms) และหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซที่ AI เป็นผู้สร้างและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ (Generative UI) การเปลี่ยนแปลงที่ 4: วางรากฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทวีคูณ (Build a Foundation for Compound Value) ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้การปรับใช้ AI ให้เหมาะสมในแต่ละยูสเคสการใช้งานเพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลงและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเน้นแต่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผลผลิต AI ในรูปของการลดต้นทุนจะถูกบดบังและแพ้ให้กับคู่แข่งที่นำผลกำไรเหล่านั้นไปลงทุนต่ออย่างจริงจังทั้งในด้านนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยและการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ผู้บริหารรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered wearables), โมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เฉพาะโดเมน (Domain-specific GenAI models), ระบบ AI ที่ผสานรวมเข้ากับระบบกายภาพเพื่อให้รับรู้และโต้ตอบกับโลกความจริงได้ (Embodied AI) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ AI Agents เป็นผู้ลงมือเขียนโค้ด (Vibe coding)

Source: Gartner (September 2026)

Gartner Hype Cycles provide a graphic representation of the maturity and adoption of technologies and applications, and how they are potentially relevant to solving real business problems and exploiting new opportunities. Gartner Hype Cycle methodology gives a view of how a technology or application will evolve over time, providing a sound source of insight to manage its deployment within the context of specific business goals.

To navigate the evolving landscape of human-AI workforce transformation, CIOs and business executives must consider those changes that influence how work gets done and where organizations create value.

Shift 1: Expand Human Capability Through the Human-AI Relationship

As AI evolves into a “toolmate,” organizations must create richer forms of collaboration that enhance human capability while preserving accountability. The most successful companies will use AI to strengthen employees’ judgment, creativity, leadership and decision making rather than replace them.

Technologies that can help enable this shift include AI avatar of the employee, AI toolmate, digital coaching applications, employee digital twin and emotion AI.

Shift 2: Empower an AI-Ready Workforce That Adapts (Not Just Adopts)

The pace of technological change is exposing critical gaps in skills, adaptability and workforce readiness. Organizations need employees who can continuously learn, collaborate across disciplines and thrive in increasingly fluid roles.

Future-ready organizations will invest in building AI literacy, AI-enabled skills management, digital dexterity and workstyle analytics among their workforce, and ensure their executives are “AI savvy”.

Shift 3: Deepen Context, Judgment and Meaning

As AI becomes embedded in more business processes, organizations face a growing risk that context, human judgement and institutional knowledge could be lost. Future-ready companies will design systems that strengthen decision quality, maintain human oversight and ensure workers understand not only how a process is performed, but also why it is performed that way.

Technologies that CIOs can consider include conversational user interfaces, decision intelligence platforms and generative UI.

Shift 4: Build a Foundation for Compound Value

Long-term success will depend on going beyond the adoption of everyday AI tools by creating the conditions where each use case is faster, less expensive and safer than the one before it.

Gartner predicts that by 2027, 75% of organizations that prioritize capturing AI productivity gains as cost savings will be eclipsed by competitors that aggressively reinvest those gains into innovation, modernization and upskilling.

Technologies that can help CIOs enable this shift include AI-powered wearables, domain-specific GenAI models, embodied AI and vibe coding.

คาดใน 3 ปี พนักงาน 30% ที่เคยถูกเลิกจ้างโดย AI จะถูกจ้างกลับมาทำงานใหม่

การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยีเปิดเผยว่าขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเร่งสปีดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพื่อรับมือโลกการทำงานในอนาคต

โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เมื่อผู้บริหารธุรกิจและไอทีมองย้อนกลับไปยุคเริ่มต้น AI พวกเขาจะพบความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด นั่นคือ การคิดว่าเป้าหมาย AI คือการเอามาทำงานแทนคน ทั้งที่โอกาสแท้จริงคือการนำมาเสริมศักยภาพให้กับทีมงานต่างหาก ความได้เปรียบในการแข่งขันจะตกเป็นของผู้บริหารที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับกับยุค AI ได้อย่างแท้จริง และมูลค่า AI จะทวีคูณขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน และทลายกรอบกระบวนการทำงานแบบเดิม ช่วยเพิ่มความเร็วและลดอุปสรรคการขับเคลื่อนธุรกิจ”

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2572 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาแทนที่ ราว 30% จะถูกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดให้กับองค์กร 

แม้การลดขนาดทีมงานจะช่วยสร้างผลกำไรทางการเงินระยะสั้นให้องค์กร แต่เป็นการทำลายกระบวนการคัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Pipelines) และทำให้องค์ความรู้ที่สะสมภายในองค์กรถูกลบเลือนไป ประกอบกับอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกที่เริ่มทรงตัวหรือลดลง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการขององค์กรนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรง ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ต้นทุนการสรรหา การฝึกอบรม และการรับพนักงานใหม่เข้าทำงานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

“ผู้บริหารธุรกิจและไอทีที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน เสี่ยงที่จะปลดพนักงานรวดเร็วและมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโมเดลทางธุรกิจ รวมถึงการลงแข่งในตลาดใหม่ ๆ ขณะที่ AI ยังพัฒนารุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้บริหารควรหันมาใช้กลยุทธ์ ‘การปรับสัดส่วนบุคลากร‘ (Talent Remix) โดยนำ AI มาช่วยปรับบทบาทหน้าที่ และโยกย้ายทีมงานจากงานที่สร้างผลผลิตได้น้อย ไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่มีมูลค่ามากกว่าแทน” Paulman กล่าวเพิ่มเติม

รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนใน AI ยุคแรกเริ่มก้าวเข้าสู่ Trough of Disillusionment ซึ่งเป็นจุดที่กระแสความนิยมเริ่มลดลง ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการใช้ AI เข้ามาขยายขีดความสามารถทางด้านสติปัญญา เพิ่มความเชี่ยวชาญและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับมนุษย์ต่างหาก” Paulman กล่าว

รูปที่ 1: วงจรเทคโนโลยีสำหรับอนาคตการทำงาน ปี 2569 

คาดใน 3 ปี พนักงาน 30% ที่เคยถูกเลิกจ้างโดย AI จะถูกจ้างกลับมาทำงานใหม่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย 14 ตุลาคม 2569 - การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำด้านธุรกิจและเทคโนโลยีเปิดเผยว่าขณะที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเร่งสปีดและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างก้าวกระโดด ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ 4 เทรนด์การเปลี่ยนแปลงสำคัญเพื่อรับมือโลกการทำงานในอนาคต โทรี พอลแมน (Tori Paulman) รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เมื่อผู้บริหารธุรกิจและไอทีมองย้อนกลับไปยุคเริ่มต้น AI พวกเขาจะพบความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด นั่นคือ การคิดว่าเป้าหมาย AI คือการเอามาทำงานแทนคน ทั้งที่โอกาสแท้จริงคือการนำมาเสริมศักยภาพให้กับทีมงานต่างหาก ความได้เปรียบในการแข่งขันจะตกเป็นของผู้บริหารที่สามารถขับเคลื่อนองค์กรให้สอดรับกับยุค AI ได้อย่างแท้จริง และมูลค่า AI จะทวีคูณขึ้นจากการปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน และทลายกรอบกระบวนการทำงานแบบเดิม ช่วยเพิ่มความเร็วและลดอุปสรรคการขับเคลื่อนธุรกิจ” การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายใน พ.ศ. 2572 พนักงานที่ถูกเลิกจ้างจากการนำ AI มาแทนที่ ราว 30% จะถูกจ้างกลับเข้ามาทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งจะกลายเป็นต้นทุนสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดให้กับองค์กร แม้การลดขนาดทีมงานจะช่วยสร้างผลกำไรทางการเงินระยะสั้นให้องค์กร แต่เป็นการทำลายกระบวนการคัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพ (Talent Pipelines) และทำให้องค์ความรู้ที่สะสมภายในองค์กรถูกลบเลือนไป ประกอบกับอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานทั่วโลกที่เริ่มทรงตัวหรือลดลง การแข่งขันเพื่อแย่งชิงบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการขององค์กรนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรง ท้ายที่สุดจะส่งผลให้ต้นทุนการสรรหา การฝึกอบรม และการรับพนักงานใหม่เข้าทำงานพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย “ผู้บริหารธุรกิจและไอทีที่มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือลดต้นทุน เสี่ยงที่จะปลดพนักงานรวดเร็วและมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโมเดลทางธุรกิจ รวมถึงการลงแข่งในตลาดใหม่ ๆ ขณะที่ AI ยังพัฒนารุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้บริหารควรหันมาใช้กลยุทธ์ 'การปรับสัดส่วนบุคลากร' (Talent Remix) โดยนำ AI มาช่วยปรับบทบาทหน้าที่ และโยกย้ายทีมงานจากงานที่สร้างผลผลิตได้น้อย ไปสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่มีมูลค่ามากกว่าแทน” Paulman กล่าวเพิ่มเติม รายงาน Gartner 2026 Hype Cycle for the Future of Work ชี้ให้เห็นว่า เมื่อการลงทุนใน AI ยุคแรกเริ่มก้าวเข้าสู่ Trough of Disillusionment ซึ่งเป็นจุดที่กระแสความนิยมเริ่มลดลง ความท้าทายสำคัญของผู้บริหารจึงไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่คือการใช้ AI เข้ามาขยายขีดความสามารถทางด้านสติปัญญา เพิ่มความเชี่ยวชาญและไอเดียสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับมนุษย์ต่างหาก” Paulman กล่าว รูปที่ 1: วงจรเทคโนโลยีสำหรับอนาคตการทำงาน ปี 2569 [Image Alt Text for SEO] ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2569) Gartner Hype Cycle นำเสนอภาพสะท้อนระดับการเติบโตและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจจริงและการต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ โดยแนวทางวิจัยของ Gartner Hype Cycle ช่วยให้เห็นทิศทางการพัฒนาของเทคโนโลยีตามช่วงเวลา จึงเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริหาร เพื่อวางแผนปรับใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้ตรงจุด เพื่อนำพาองค์กรก้าวพ้นสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์กับ AI ผู้บริหารธุรกิจและไอทีต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ ที่อาจส่งผลต่อวิธีการทำงาน และจุดที่องค์กรจะสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงที่ 1: สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้คนทำงาน (Expand Human Capability Through the Human-AI Relationship) เมื่อ AI วิวัฒนาการกลายมาเป็น Toolmate องค์กรจำเป็นต้องสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมขีดความสามารถมนุษย์พร้อมรักษาความรับผิดชอบในผลงานไว้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จที่สุดจะใช้ AI เพื่อเสริมสร้างการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำและการตัดสินใจของพนักงานมากกว่าที่จะนำมันมาใช้เพื่อทดแทน เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่: AI Avatar of the Employee, AI Toolmate, Digital Coaching Applications, Employee Digital Twin และ Emotion AI การเปลี่ยนแปลงที่ 2: หนุน AI-Ready Workforce โดยมุ่งเน้น 'การปรับตัว' มากกว่าแค่ 'นำมาใช้งาน' (Empower an AI-Ready Workforce That Adapts, Not Just Adopts) สปีดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด กำลังเผยให้เห็นถึงช่องว่างครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องทักษะ ความสามารถในการปรับตัวและความพร้อมของบุคลากร ส่งผลให้องค์กรยุคนี้ต้องการพนักงานที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกันข้ามสายงานได้อย่างไม่สะดุด และเติบโตไปกับบทบาทหน้าที่ที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตจะลงทุนพัฒนา AI Literacy ให้กับพนักงาน, นำ AI มาใช้บริหารจัดการทักษะ, เสริมสร้างความคล่องแคล่วทางดิจิทัล (Digital Dexterity) รวมถึงวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของพนักงาน พร้อมส่งเสริมผู้บริหารให้มีความเชี่ยวชาญ AI การเปลี่ยนแปลงที่ 3: การเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ และการตีความความจะลึกยิ่งขึ้น (Deepen Context, Judgment and Meaning) เมื่อ AI ถูกนำเข้าไปผสานกับกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรยิ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นที่บริบทของการทำงาน การใช้วิจารณญาณของมนุษย์ และความรู้สะสมในองค์กร (Institutional Knowledge) อาจสูญหายไป บริษัทที่พร้อมรับมือกับอนาคตจึงต้องออกแบบระบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจวิธีปฏิบัติ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลและที่มาของกระบวนการทำงานนั้น ๆ อย่างแท้จริง เทคโนโลยีที่ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ CIO ควรพิจารณา ได้แก่ อินเทอร์เฟซที่ให้มนุษย์โต้ตอบกับระบบ (Conversational user interfaces), แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ (Decision intelligence platforms) และหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซที่ AI เป็นผู้สร้างและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ (Generative UI) การเปลี่ยนแปลงที่ 4: วางรากฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทวีคูณ (Build a Foundation for Compound Value) ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้การปรับใช้ AI ให้เหมาะสมในแต่ละยูสเคสการใช้งานเพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลงและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเน้นแต่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผลผลิต AI ในรูปของการลดต้นทุนจะถูกบดบังและแพ้ให้กับคู่แข่งที่นำผลกำไรเหล่านั้นไปลงทุนต่ออย่างจริงจังทั้งในด้านนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยและการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ผู้บริหารรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered wearables), โมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เฉพาะโดเมน (Domain-specific GenAI models), ระบบ AI ที่ผสานรวมเข้ากับระบบกายภาพเพื่อให้รับรู้และโต้ตอบกับโลกความจริงได้ (Embodied AI) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ AI Agents เป็นผู้ลงมือเขียนโค้ด (Vibe coding)

ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2569)

Gartner Hype Cycle นำเสนอภาพสะท้อนระดับการเติบโตและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ ตลอดจนศักยภาพในการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจจริงและการต่อยอดโอกาสใหม่ ๆ โดยแนวทางวิจัยของ Gartner Hype Cycle ช่วยให้เห็นทิศทางการพัฒนาของเทคโนโลยีตามช่วงเวลา จึงเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่แม่นยำและน่าเชื่อถือสำหรับผู้บริหาร เพื่อวางแผนปรับใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้ตรงจุด 

เพื่อนำพาองค์กรก้าวพ้นสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์กับ AI ผู้บริหารธุรกิจและไอทีต้องพิจารณาการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ ที่อาจส่งผลต่อวิธีการทำงาน และจุดที่องค์กรจะสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่

การเปลี่ยนแปลงที่ 1: สร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อเพิ่มศักยภาพให้คนทำงาน (Expand Human Capability Through the Human-AI Relationship)

เมื่อ AI วิวัฒนาการกลายมาเป็น Toolmate องค์กรจำเป็นต้องสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อช่วยเสริมขีดความสามารถมนุษย์พร้อมรักษาความรับผิดชอบในผลงานไว้ องค์กรที่ประสบความสำเร็จที่สุดจะใช้ AI เพื่อเสริมสร้างการใช้วิจารณญาณ ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำและการตัดสินใจของพนักงานมากกว่าที่จะนำมันมาใช้เพื่อทดแทน

เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่: AI Avatar of the Employee, AI Toolmate, Digital Coaching Applications, Employee Digital Twin และ Emotion AI

การเปลี่ยนแปลงที่ 2: หนุน AI-Ready Workforce โดยมุ่งเน้น ‘การปรับตัว‘ มากกว่าแค่ ‘นำมาใช้งาน‘ (Empower an AI-Ready Workforce That Adapts, Not Just Adopts) 

สปีดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด กำลังเผยให้เห็นถึงช่องว่างครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องทักษะ ความสามารถในการปรับตัวและความพร้อมของบุคลากร ส่งผลให้องค์กรยุคนี้ต้องการพนักงานที่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกันข้ามสายงานได้อย่างไม่สะดุด และเติบโตไปกับบทบาทหน้าที่ที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้นเรื่อย ๆ 

องค์กรที่เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตจะลงทุนพัฒนา AI Literacy ให้กับพนักงาน, นำ AI มาใช้บริหารจัดการทักษะ, เสริมสร้างความคล่องแคล่วทางดิจิทัล (Digital Dexterity) รวมถึงวิเคราะห์รูปแบบการทำงานของพนักงาน พร้อมส่งเสริมผู้บริหารให้มีความเชี่ยวชาญ AI       

การเปลี่ยนแปลงที่ 3: การเข้าใจบริบท การใช้วิจารณญาณ และการตีความความจะลึกยิ่งขึ้น (Deepen Context, Judgment and Meaning) 

เมื่อ AI ถูกนำเข้าไปผสานกับกระบวนการทางธุรกิจมากขึ้น องค์กรยิ่งต้องเผชิญความเสี่ยงสูงขึ้นที่บริบทของการทำงาน การใช้วิจารณญาณของมนุษย์ และความรู้สะสมในองค์กร (Institutional Knowledge) อาจสูญหายไป บริษัทที่พร้อมรับมือกับอนาคตจึงต้องออกแบบระบบที่ช่วยยกระดับคุณภาพการตัดสินใจ โดยยังคงให้มนุษย์เป็นผู้กำกับดูแล พร้อมสร้างความเข้าใจแก่พนักงาน ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจวิธีปฏิบัติ แต่ต้องเข้าใจถึงเหตุผลและที่มาของกระบวนการทำงานนั้น ๆ อย่างแท้จริง  

เทคโนโลยีที่ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ CIO ควรพิจารณา ได้แก่ อินเทอร์เฟซที่ให้มนุษย์โต้ตอบกับระบบ (Conversational user interfaces), แพลตฟอร์มการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจ (Decision intelligence platforms) และหน้าจอหรืออินเทอร์เฟซที่ AI เป็นผู้สร้างและปรับเปลี่ยนองค์ประกอบ (Generative UI)

การเปลี่ยนแปลงที่ 4: วางรากฐานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทวีคูณ (Build a Foundation for Compound Value) 

ความสำเร็จระยะยาวไม่ได้หยุดอยู่แค่การนำเครื่องมือ AI ทั่วไปมาใช้งาน แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างสภาวะแวดล้อมที่ทำให้การปรับใช้ AI ให้เหมาะสมในแต่ละยูสเคสการใช้งานเพื่อให้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น มีต้นทุนต่ำลงและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี พ.ศ. 2570 องค์กร 75% ที่มุ่งเน้นแต่การเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากผลผลิต AI ในรูปของการลดต้นทุนจะถูกบดบังและแพ้ให้กับคู่แข่งที่นำผลกำไรเหล่านั้นไปลงทุนต่ออย่างจริงจังทั้งในด้านนวัตกรรม การปรับปรุงองค์กรให้ทันสมัยและการยกระดับทักษะแรงงาน 

โดยเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ผู้บริหารรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ อุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-powered wearables), โมเดลปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์เฉพาะโดเมน (Domain-specific GenAI models), ระบบ AI ที่ผสานรวมเข้ากับระบบกายภาพเพื่อให้รับรู้และโต้ตอบกับโลกความจริงได้ (Embodied AI) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้ AI Agents เป็นผู้ลงมือเขียนโค้ด (Vibe coding)

ปิดโหมดสีเทา