บทความโดย กาเบรียล ริกอน, ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์
AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนโฉมแนวทางการดำเนินงาน การสร้างสรรค์นวัตกรรมและการแข่งขันขององค์กรต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ยิ่งมีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้นเท่าไร ความต้องการพลังงาน น้ำและฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน การประมวลผลข้อมูล รวมถึงการติดตั้งใช้จริงของโมเดลและแอปพลิเคชันในสเกลใหญ่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ความต้องการใช้ทรัพยากรที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน ตลอดจนความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั่วโลกต่างกังวลกับปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
สภาพแวดล้อมปัจจุบันที่ค่าใช้จ่ายเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อผลกำไรองค์กรจนไม่สามารถมองข้ามเรื่องประสิทธิภาพ AI ให้เป็นเพียงเรื่องที่เอาไว้ค่อยมาคิดภายหลังได้อีกต่อไป
ผลวิจัยการ์ทเนอร์ชี้ให้เห็นว่าภายในปี 2571 โครงการ GenAI อย่างน้อย 50% จะมีค่าใช้จ่ายบานปลายเกินกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ อันเนื่องมาจากการเลือกสถาปัตยกรรมที่ไม่เหมาะสมและขาดความรู้ความเข้าใจในเชิงปฏิบัติการ
แนวโน้มนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญบีบให้องค์กรต่าง ๆ ต้องก้าวข้ามการวิ่งตามเทคโนโลยีล่าสุดเพียงเพราะกระแส ยุคแห่งการไล่ล่าพัฒนาการทางด้านสมรรถนะเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยยอมแลกกับต้นทุนมหาศาลได้สิ้นสุดลงแล้ว
อนาคตของ AI จะเป็นขององค์กรที่เลือกใช้โซลูชันที่ชาญฉลาดกว่า ไม่ใช่แค่การใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่มีขีดความสามารถและขนาดที่เหนือกว่าเดิม ดังนั้นองค์กรจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากการมุ่งขยายขนาดโดยไม่สนใจเรื่องราคา (Scale-At-Any-Price) มาเป็น “การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นอันดับแรก” (Efficiency-first) หากต้องการการเติบโตที่ยั่งยืน รักษากำไรและความเป็นผู้นำระยะยาวในยุคที่ AI ถูกนำมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง
ต้นทุนแฝงจากการใช้ AI ที่ขาดประสิทธิภาพ
ความเร่งรีบในการนำ AI มาใช้โดยไม่ได้พิจารณาถึงความสอดคล้องกับกลยุทธ์ มักนำไปสู่ความผิดพลาดที่มีราคาแพง
การดำเนินงานด้าน AI ที่ขาดประสิทธิภาพจะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นและลดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน ท้ายที่สุดจะทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลให้กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียหันมาให้ความสนใจกับการบริหารจัดการทั้งต้นทุนและมูลค่าที่ได้รับจากการนำ AI ไปใช้งานแต่ละยูสเคสมากยิ่งขึ้น
การออกแบบระบบ AI โดยการสร้างระบบที่มีความซับซ้อนเกินกว่างาน หรือไม่สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจจะนำไปสู่การบริโภคทรัพยากรเกินขนาด ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังซ้ำเติมปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในยุคที่ประเด็นความยั่งยืนกำลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากทั้งหน่วยงานกำกับดูแลและผู้มีส่วนได้เสีย
ขับเคลื่อนประสิทธิภาพ AI ให้เกิดขึ้นจริง
องค์กรควรให้ความรู้แก่กลุ่มผู้ใช้งาน และกลุ่มทีมผู้สร้างระบบ AI ให้เข้าใจถึงมูลค่าทางธุรกิจของการเพิ่มประสิทธิภาพ AI พร้อมทั้งอัปเดตข้อมูลข่าวสารเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างจริงจังอย่างต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน ตัวอย่างเช่น การชี้ให้เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงานของ AI ให้กระชับจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างความยืดหยุ่นการดำเนินงานอย่างไร ทำให้องค์กรรับมือกับสภาวะการหยุดชะงักต่าง ๆ อาทิ ข้อจำกัดด้านการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น
ขั้นตอนพื้นฐานไปสู่การสร้างประสิทธิภาพ AI คือการจัดลำดับความสำคัญของยูสเคสอย่างมีระเบียบ โดยประเมินโอกาสแต่ละด้านทั้งในแง่ของคุณค่า ความเป็นไปได้ และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพยากรจะถูกนำไปใช้กับโครงการที่มีแนวโน้มว่าจะสร้างมูลค่าได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดรับกับขีดความสามารถองค์กรที่สุด
เมื่อระบุยูสเคสที่มีศักยภาพได้แล้ว ลำดับถัดมาคือการฝังแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดลงไปในทุกเลเยอร์ของเทคโนโลยี AI และกระบวนการปฏิบัติงาน
ในประเด็นของการใช้เครื่องมือ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้นอกเหนือจากการพึ่งพาเพียงแค่ LLM โดยหันมาผสานรวมเทคนิค AI ที่หลากหลายแทน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้ระบบ AI ขององค์กรมีความคุ้มค่าต่อต้นทุน ตอบสนองรวดเร็วขึ้น และเสถียรมากยิ่งขึ้น
ทีมวิศวกรยังสามารถปรับแต่งแอปพลิเคชันให้เหมาะกับขั้นตอนการอนุมานของ AI หรือ AI Inference ซึ่งโดยทั่วไปแล้วขั้นตอนนี้จะสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าขั้นตอนการฝึกฝนโมเดล แต่สามารถทำได้ผ่านการใช้โมเดลขนาดเล็กลง, ใช้ฮาร์ดแวร์ที่ปรับแต่งมาเพื่อการอนุมานโดยเฉพาะหรือทำแคชชิ่ง (Caching) ที่เป็นการเก็บข้อมูลชั่วคราวไว้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้เร็วกว่า
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน เป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพ AI ยังสามารถยกระดับได้โดยการจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์ที่ใช้พลังงานหมุนเวียน มีมาตรฐานการใช้พลังงานและน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง (โดยพิจารณาจากค่า PUE หรือ WUE) และมีการรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
การมอนิเตอร์และการปฏิบัติงาน ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ AI โดยแนวทางการบริหารจัดการและการเพิ่มประสิทธิภาพแบบเชิงรุกต่อปริมาณงาน AI, การจัดสรรทรัพยากรและกระบวนการดำเนินงาน ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถสร้างผลลัพธ์ให้กับทั้งต้นทุนและความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ
การจัดตารางเวลาสำหรับกระบวนการประมวลผลขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสูงให้อยู่ในช่วงที่ไม่ใช่ช่วงพีคของการใช้พลังงาน จะช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่ราคาถูกกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า นอกจากนี้ การแยกเวิร์กโฟลว์ที่ต้องประมวลผลแบบเรียลไทม์ (Real-Time Processing) กับงานที่สามารถประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Processing) ได้ก็สามารถช่วยลดต้นทุนลงได้เช่นกัน
การนำแนวคิด GreenOps มาใช้ เป็นการต่อยอดหลักการของ FinOps โดยการนำตัวชี้วัดด้านความยั่งยืนมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานด้านไอทีทั้งหมด การติดตามการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสร้างของเสียอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าภาระงาน AI จะได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพอยู่เสมอพร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมภาพรวมให้กับองค์กร
นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนเพื่อฝังประสิทธิภาพ AI ในองค์กร ทว่าการจะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงได้นั้นจำเป็นต้องดำเนินการร่วมกันในทุกเลเยอร์ของ AI Technology Stack รวมถึงตัวแอปพลิเคชัน การเลือกเทคนิคและเครื่องมือ AI ที่เหมาะสม และนำแนวทางปฏิบัติการจัดการข้อมูลที่แข็งแกร่งมาใช้
การวัดผลความสำเร็จ
ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ AI ควรถูกจัดลำดับความสำคัญโดยอิงจากผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางธุรกิจ มาตรวัดเหล่านี้จะสะท้อนว่าโครงสร้างเทคโนโลยีมีความพร้อมและสำคัญเพียงใดในการส่งมอบผลลัพธ์เพื่อสนับสนุนกระบวนการทางธุรกิจ
เริ่มต้นจากการติดตามเปอร์เซ็นต์ผู้มีส่วนได้เสียที่ผ่านการอบรมหลักด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ AI โดยตัวชี้วัดนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพ (Culture of Efficiency) ได้ดีเพียงใด เพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานและผู้นำเข้าใจทั้งมูลค่าทางธุรกิจและขั้นตอนปฏิบัติที่จำเป็น
ลำดับถัดไปการติดตามสัดส่วนของปริมาณงาน AI ที่รันบนโครงสร้างพื้นฐานที่ใส่ใจต่อความยั่งยืนและมีความน่าเชื่อถือ โดยให้ความสำคัญกับการติดตั้งใช้งานแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานด้านความยั่งยืนของผู้ให้บริการ
ติดตามประสิทธิภาพการจัดการข้อมูล (Data Management Efficiency) โดยวัดจากปริมาณพื้นที่จัดเก็บข้อมูลโดยรวมที่ลดลง และปริมาณข้อมูลที่ต้องถ่ายโอนสำหรับปริมาณงาน AI ซึ่งบ่งชี้ถึงการจัดการข้อมูลที่ดีขึ้นและการบริโภคทรัพยากรลดลง
ท้ายที่สุด วัดอัตราการนำสินทรัพย์กลับมาใช้ซ้ำทั่วทั้งพอร์ตโฟลิโอ ประเมินว่าโมเดลหรือคอมโพเนนต์ของซอฟต์แวร์ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในหลาย ๆ โครงการบ่อยแค่ไหน เพื่อลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าสูงสุด
การก้าวข้ามขีดจำกัดของการควบคุมต้นทุนแบบเดิม และการฝังประสิทธิภาพลงไปในทุกเลเยอร์ของการติดตั้งใช้งาน AI จะช่วยให้องค์กรปลดล็อกการเติบโตที่ยั่งยืน พร้อมรับมือกับความท้าทายทางธุรกิจในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ